#

"เรียนรู้วิธีตั้งค่า OTA Restriction เช่น MinLOS, CTA, CTD และ Stop Sell ให้ถูกต้อง เพื่อเพิ่ม RevPAR ควบคุม Demand และลดต้นทุน OTA ด้วยกลยุทธ์ Revenue Management ที่ชาญฉลาด"

⚙️ ตั้งค่า OTA Restriction อย่างไรให้รายได้ไม่รั่ว — เครื่องมือสำคัญของ Revenue Manager

 

ในโลกของโรงแรมที่การแข่งขันด้านราคาดุเดือดทุกวัน การตั้งค่า Restriction บน OTA (Online Travel Agency) ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือ “เครื่องมือควบคุมรายได้” ที่สำคัญที่สุดของ Revenue Manager  หลายโรงแรมยังคงมองข้ามการตั้งค่าเหล่านี้ หรือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ OTA โดยตรง แต่ความจริงคือ การตั้งค่า Restriction อย่างถูกวิธีสามารถช่วยให้โรงแรม

✅ เพิ่ม RevPAR
✅ ลดต้นทุน OTA
✅ และควบคุม Demand ได้อย่างชาญฉลาด

 


🔍 OTA Restriction คืออะไร

Restriction หมายถึง “เงื่อนไขในการจอง” ที่โรงแรมตั้งไว้ในระบบ OTA  เพื่อควบคุมรูปแบบการขายห้องพักให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ราคาและพฤติกรรมผู้จอง นอกจาก “Stop Sell” ที่ทุกโรงแรมน่าจะใช้เป็นกันอยู่แล้ว

 

ตัวอย่างการตั้งค่า Restriction ที่สำคัญ ที่จะมาเล่าให้ฟังในวันนี้ มีเบื้องต้น 4 แบบ คือ

Minimum Length of Stay (MinLOS) – การกำหนดจำนวนคืนขั้นต่ำที่ลูกค้าต้องพัก เช่น ช่วงเทศกาลสงกรานต์อาจตั้ง MinLOS 3 คืน เพื่อให้ขายห้องต่อเนื่องและลดการเปลี่ยนแขกบ่อย

Maximum Length of Stay (MaxLOS) – จำกัดจำนวนคืนสูงสุดที่ลูกค้าสามารถพักได้ เช่น บางโรงแรมอาจตั้งไว้ 7 คืน เพื่อป้องกันการปิดห้องยาวจากการจองระยะยาวในราคาต่ำ

Closed to Arrival (CTA) – ปิดการเช็กอินในบางวัน เช่น ปิดวันเสาร์ เพื่อให้แขกต้องเริ่มพักตั้งแต่วันศุกร์แทน

Closed to Departure (CTD) – ปิดการเช็กเอาท์ในบางวัน เช่น ช่วงปีใหม่ไม่อนุญาตให้ออกในวันที่ 31 ธันวาคม เพื่อให้แขกอยู่ต่อจนถึง 1 มกราคม

 


💡 ทำไมการตั้ง Restriction จึงสำคัญต่อรายได้โรงแรม

1️⃣ ช่วยบริหาร Demand อย่างชาญฉลาด

  • ช่วง Low Season → เปิด MinLOS ต่ำ เพื่อดึงจองสั้น
  • ช่วง High Season → เพิ่ม MinLOS หรือ CTD เพื่อเพิ่ม Length of Stay

 

2️⃣ ลดช่องว่างราคาจาก OTA Parity

  • เมื่อ OTA มีราคาแข่งขันสูง การตั้ง Stop Sell หรือ CTA บางวันช่วยดึง Demand กลับไปยังช่องทางตรง

 

3️⃣ ป้องกันการขายทับซ้อน (Overbooking)

  • โดยเฉพาะเมื่อมีกรุ๊ป หรือการจองผ่านช่องทางออฟไลน์

 

4️⃣ เพิ่มประสิทธิภาพการ Yield Rate

  • ใช้ Restriction ร่วมกับ Dynamic Pricing Algorithm เพื่อให้ระบบปรับราคาอัตโนมัติตาม Occupancy และ อีกหลายปัจจัยที่ระบบ THRev.co มีให้ใช้เพิ่มประสิทธิภาพของโรงแรมคุณมากขึ้นอีก

 


🏨 ตัวอย่างจากโรงแรมจริง — THEE Bangkok by TH District

ก่อนใช้ระบบ THRev.co โรงแรมเปิดขายห้องแบบไม่กำหนด Restriction ทำให้เกิดปัญหา:

  • แขกจอง 1 คืนในช่วง Long Weekend ทำให้ห้องว่างคั่นกลาง
  • ADR ต่ำในวันที่มีอัตราเข้าพักสูง
  • ระบบ OTA กระจายราคาไม่สม่ำเสมอ

 

หลังจาก THRev.co เข้ามาช่วยวางแผนและเชื่อมระบบอัตโนมัติ:

ผลลัพธ์ ก่อน หลังใช้ระบบ THRev.co
RevPAR 1,750 บาท 2,050 บาท
Occupancy 74% 83%
Average LOS 1.2 คืน 2.1 คืน
OTA Parity Issue พบ 8 ครั้ง/เดือน เหลือ 1 ครั้ง/เดือน

💬 “เราไม่ได้แค่ขายห้องมากขึ้น แต่ขายแต่ละครั้งได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น” — Revenue Manager, THEE Bangkok

 


🚀 สรุป: Restriction ไม่ได้จำกัดยอดขาย — แต่มันขับเคลื่อนรายได้

อย่ามองการตั้ง Restriction เป็นการ “ปิดโอกาสขาย” แต่มองว่าเป็น “การกรองดีมานด์” เพื่อให้ขายได้ในวันที่มีมูลค่าสูงที่สุด เพราะรายได้โรงแรมไม่ได้มาจากจำนวนห้องที่ขาย แต่จาก คุณภาพของการขายแต่ละครั้ง

 

หากคุณยังตั้ง Restriction แบบเดิมทุกวัน หรือใช้เพียง “Stop Sell” อย่างเดียวโดยไม่วิเคราะห์พฤติกรรมผู้จอง ถึงเวลายกระดับกลยุทธ์ของคุณด้วยระบบอัจฉริยะจาก THRev.co

 

👉 ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษา การตั้ง Restriction และ Yield Rate แบบอัตโนมัติ ให้ระบบทำงานแทนคน — We yield, you chill.

อ่านต่อ

Booker Insight คืออะไร และทำไมจึงเป็นขุมทองของ Revenue Manager | THRev.co
บทความก่อนหน้า

Booker Insight คืออะไร และทำไมจึงเป็นขุมทองของ Revenue Manager | THRev.co

รู้จัก Booker Insight รายงานเชิงลึกจาก OTA ที่ช่วยเปิดเผยพฤติกรรมผู้จอง — ว่าพวกเขามาจากไหน จองล่วงหน้ากี่วัน และใช้ช่องทางใดในการจอง ช่วยให้ Revenue Manager วางกลยุทธ์ราคาและโปรโมชั่นได้แม่นยำขึ้น

OTA Visibility คืออะไร? กลไกสำคัญที่โรงแรมต้องเข้าใจ เพื่อเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน
บทความถัดไป

OTA Visibility คืออะไร? กลไกสำคัญที่โรงแรมต้องเข้าใจ เพื่อเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน

ไขเบื้องหลัง OTA Visibility ทำไมการ “ถูกมองเห็น” บน OTA ถึงเป็นรากฐานของการเพิ่มรายได้โรงแรม พร้อมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ THRev.co

ดูบทความเพิ่มเติม