<
#

"Revenue Management ช่วยให้โรงแรมตัดสินใจเรื่องราคา ห้องว่าง และช่องทางขายด้วยข้อมูล ไม่ใช่แค่ขายห้องให้เต็ม มาดูว่าโรงแรมของคุณควรเริ่มหรือยัง"

Revenue Management โรงแรม: จำเป็นแค่ไหนและเริ่มอย่างไร

การทำโรงแรมไม่ใช่แค่มีห้องพักที่ดี ทำเลดี หรือบริการดีเท่านั้น เพราะในทุกวัน โรงแรมต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า วันนี้ควรขายห้องราคาเท่าไร ควรขายผ่านช่องทางไหน ควรเก็บห้องไว้ขายในวันที่ความต้องการสูงหรือไม่ และหลังหักต้นทุนแล้วเหลือกำไรจริงเท่าไร

หลายโรงแรมมีอัตราการเข้าพักสูง แต่กำไรไม่ได้ดีเท่าที่คิด บางโรงแรมขายเต็มเร็วเกินไป แล้วมาพบทีหลังว่าคู่แข่งยังขายห้องในราคาที่สูงกว่าได้ บางโรงแรมยอดขายดูดีจาก OTA แต่เมื่อหัก commission, promotion และส่วนลดแล้ว รายได้จริงอาจไม่ได้สวยเท่าตัวเลขหน้า dashboard

นี่คือเหตุผลที่ Revenue Management กลายเป็นหนึ่งในแนวคิดสำคัญของการจัดการโรงแรมยุคใหม่ ไม่ใช่เพราะทุกโรงแรมต้องใช้ระบบราคาแพงทันที แต่เพราะทุกโรงแรมควรรู้ว่ากำลังขายห้องอย่างมีข้อมูล หรือขายตามความรู้สึก

Revenue Management คืออะไร

Revenue Management คือการใช้ข้อมูลเพื่อบริหารราคา ห้องว่าง เงื่อนไขการขาย ช่องทางขาย และกลุ่มลูกค้า เพื่อให้โรงแรมสร้างรายได้และกำไรได้เหมาะสมที่สุดจากจำนวนห้องที่มีจำกัด

พูดให้ง่ายขึ้น Revenue Management ไม่ใช่แค่การขึ้นราคา หรือลดราคา แต่คือการตอบคำถามว่า ควรขายห้องไหน ให้ลูกค้ากลุ่มไหน ในวันไหน ผ่านช่องทางใด และในราคาเท่าไร

แนวคิดนี้เหมาะกับธุรกิจโรงแรมมาก เพราะโรงแรมมีลักษณะสำคัญ 3 อย่าง คือ จำนวนห้องค่อนข้างคงที่ ห้องที่ขายไม่ได้ในคืนนี้ไม่สามารถเก็บไปขายย้อนหลังได้ และความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนตามวัน ฤดูกาล อีเวนต์ และสถานการณ์ตลาด

หลักการนี้สอดคล้องกับคำอธิบายของ eCornell ที่ระบุว่า Revenue Management เหมาะกับธุรกิจที่มี fixed capacity, perishable inventory และ time-variable demand ซึ่งเป็นลักษณะที่ตรงกับธุรกิจโรงแรมโดยตรง

แหล่งอ้างอิง: eCornell - Introduction to Hotel Revenue Management

ดังนั้น เป้าหมายของ Revenue Management จึงไม่ใช่แค่ “ทำให้เต็ม” แต่คือการทำให้โรงแรมขายได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของตลาด และยังรักษากำไรไว้ได้

ทำไมขายห้องเต็ม ไม่ได้แปลว่าบริหารรายได้ดีเสมอไป

โรงแรมจำนวนมากยังใช้ occupancy เป็นตัวชี้วัดหลัก เพราะเป็นตัวเลขที่เข้าใจง่าย ถ้าเต็มก็ดูเหมือนดี ถ้าไม่เต็มก็ดูเหมือนมีปัญหา

แต่ในความเป็นจริง occupancy เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เข้าใจผิดได้

ตัวอย่างเช่น โรงแรมหนึ่งมี occupancy 95% แต่ขายด้วยราคาต่ำมากและพึ่ง OTA เป็นหลัก หลังหัก commission แล้วกำไรอาจต่ำกว่าอีกโรงแรมที่ occupancy 75% แต่ขาย ADR สูงกว่า มี direct booking มากกว่า และควบคุมส่วนลดได้ดีกว่า

Revenue Management จึงช่วยให้โรงแรมเปลี่ยนคำถามจาก “ทำอย่างไรให้เต็ม” เป็น “ทำอย่างไรให้เต็มในวันที่ควรเต็ม และขายได้ราคาดีในวันที่ตลาดพร้อมจ่าย”

นี่คือความต่างระหว่างการขายห้องให้หมด กับการบริหารรายได้อย่างมีระบบ

Revenue Management สำคัญกับโรงแรมขนาดเล็กไหม

คำตอบคือ สำคัญ แต่ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหญ่

โรงแรมขนาดเล็กอาจไม่จำเป็นต้องมี Revenue Manager เต็มเวลา หรือใช้ระบบซับซ้อนตั้งแต่วันแรก แต่ควรมีวินัยพื้นฐาน เช่น

  • ดู booking pace ว่าห้องถูกจองเร็วหรือช้า
  • แยกยอดขายตามช่องทาง เช่น OTA, direct, corporate, group
  • ดูต้นทุน commission ของแต่ละช่องทาง
  • เช็กว่าลูกค้ากลุ่มไหนจ่ายราคาดีและยกเลิกน้อย
  • ดูว่าวันไหนควรปิดโปรโมชัน หรือป้องกันราคาต่ำเกินไป
  • วาง rate calendar ล่วงหน้าในช่วง high demand

ถ้าโรงแรมยังตั้งราคาจากความรู้สึก เช็กราคาคู่แข่งด้วยมือทุกเช้า หรือปรับราคาช้าเพราะข้อมูลกระจายอยู่หลายที่ Revenue Management อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น

ไม่ใช่เพราะระบบจะทำให้รายได้เพิ่มทันทีทุกกรณี แต่เพราะโรงแรมจะเริ่มเห็นว่า รายได้รั่วอยู่ตรงไหน

มี Revenue Management กับไม่มี ต่างกันอย่างไร

โรงแรมที่มี Revenue Management จะตัดสินใจจากข้อมูลมากขึ้น ไม่ใช่ดูแค่ราคาคู่แข่งหรือความรู้สึกของทีมขาย

ข้อมูลที่มักใช้ประกอบการตัดสินใจ เช่น occupancy, ADR, RevPAR, booking pace, pickup, cancellation, market segment, competitor rate, channel cost และ booking window

ข้อดีคือโรงแรมสามารถตั้งราคาได้แม่นขึ้น ลดโอกาสขายถูกเกินไปในวันพีค คุมการพึ่งพา OTA ได้ดีขึ้น และเข้าใจมากขึ้นว่าช่องทางไหนทำกำไรจริง

แต่ Revenue Management ก็มีข้อควรระวัง ถ้าข้อมูลไม่สะอาด ตั้ง rule ผิด หรือปรับราคาบ่อยโดยไม่เข้าใจภาพลักษณ์ของโรงแรม อาจทำให้ราคาดูสับสน ลูกค้าไม่มั่นใจ หรือทำลาย positioning ของแบรนด์ได้

ในทางกลับกัน โรงแรมที่ไม่มี Revenue Management อาจบริหารง่ายกว่าในระยะสั้น แต่มีความเสี่ยงที่จะพลาดรายได้ในวันที่ demand สูง ลดราคาผิดจังหวะ หรือปล่อยให้คู่แข่งและ OTA เป็นคนกำหนดเกมราคาแทน

สรุปให้ตรงที่สุดคือ โรงแรมทุกแห่งอาจไม่จำเป็นต้องมีทีม Revenue Management เต็มเวลา แต่โรงแรมแทบทุกแห่งควรมีวิธีคิดแบบ Revenue Management

เช็กสั้น ๆ: โรงแรมของคุณเริ่มต้องมี Revenue Management แล้วหรือยัง

ลองตอบคำถาม 10 ข้อนี้ด้วยตัวเอง ถ้าข้อไหนตรงกับโรงแรมของคุณ ให้ติ๊กเลือกไว้ ระบบจะสรุปผลเบื้องต้นด้านล่าง

ราคาห้องควรเปลี่ยนตามวันธรรมดา วันหยุด ฤดูกาล หรืออีเวนต์
เคยขายเต็มเร็ว แล้วพบว่าคู่แข่งขายแพงกว่าในวันเดียวกัน
Occupancy สูง แต่กำไรไม่ได้ดีเท่าที่คิด
OTA เป็นช่องทางหลัก และเสีย commission สูง
ทีมต้องเช็กราคาคู่แข่งเองแทบทุกวัน
ไม่แน่ใจว่าลูกค้ากลุ่มไหนทำกำไรดีที่สุด
มีหลาย room type, rate plan หรือหลายช่องทางขาย
ราคาห้องถูกตั้งจากความรู้สึกมากกว่าข้อมูล
ช่วง low season ไม่แน่ใจว่าควรลดราคา ทำแพ็กเกจ หรือคุม inventory อย่างไร
เจ้าของ GM Sales และ Reservation เห็นเรื่องราคาไม่ตรงกันบ่อย
 

ถ้าตอบ “ใช่” 0–2 ข้อ โรงแรมอาจยังไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเต็มรูปแบบ แต่ควรเริ่มเก็บข้อมูลพื้นฐานให้ชัด เช่น ราคา ช่องทางขาย booking pace และ commission

ถ้าตอบ “ใช่” 3–5 ข้อ ควรเริ่มทำ Revenue Management แบบพื้นฐาน เช่น rate calendar, competitor set, channel report และ weekly revenue review

ถ้าตอบ “ใช่” 6 ข้อขึ้นไป ควรพิจารณา Revenue Management อย่างจริงจัง อาจเป็นระบบ ทีมงาน หรือที่ปรึกษาที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจริงของโรงแรม

ถ้าตอบ “ใช่” 8 ข้อขึ้นไป มีโอกาสสูงว่าโรงแรมกำลังมี revenue leakage หรือรายได้รั่วไหลโดยไม่รู้ตัว

สำหรับโรงแรมที่อยากประเมินต่อแบบละเอียดขึ้น สามารถลองใช้ Revenue Checkup ของ THRev ได้ที่ 

Check Now

เคสจริงที่เปิดเผยได้: Revenue Management ไม่ใช่แค่ทฤษฎี

Revenue Management ไม่ใช่แนวคิดที่มีอยู่แค่ในตำรา หรือเป็นคำโฆษณาของผู้ให้บริการระบบ แต่เป็นแนวทางที่ถูกใช้จริงทั้งในโรงแรมเชน โรงแรม independent และโรงแรมที่กำลังเปลี่ยนจากการตั้งราคาด้วยมือมาใช้ข้อมูลมากขึ้น

1. Holiday Inn Bangkok Sukhumvit: มองเลยจากยอดขาย ไปถึงกำไรของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

งานศึกษาจากธรรมศาสตร์เกี่ยวกับ Holiday Inn Bangkok Sukhumvit วิเคราะห์ว่า Yield Management ช่วยสร้าง customer profitability ในธุรกิจโรงแรมอย่างไร โดยเชื่อมเรื่อง pricing, forecasting, customer segmentation และ activity-based costing เข้าด้วยกัน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ งานศึกษานี้ไม่ได้มองแค่ “ขายห้องได้เท่าไร” แต่พยายามดูต่อว่า “ลูกค้ากลุ่มไหนสร้างกำไรจริงให้โรงแรม”

นี่เป็นบทเรียนสำคัญ เพราะในโลกจริง ลูกค้าบางกลุ่มอาจสร้างรายได้สูง แต่มีต้นทุนสูงตามไปด้วย เช่น commission สูง ใช้ส่วนลดมาก ยกเลิกบ่อย หรือใช้ทรัพยากรของโรงแรมมากกว่ากลุ่มอื่น

Revenue Management ที่ดีจึงไม่ควรหยุดที่ occupancy หรือ ADR แต่ควรมองต่อไปถึง profitability

แหล่งอ้างอิง: Thammasat University - Case Study Holiday Inn Bangkok Sukhumvit

2. Marriott Revenue Management Services: เชนใหญ่แยก Revenue Management เป็นระบบงานจริง

Marriott มี Revenue Management Services หรือ RMAS ที่ช่วยสนับสนุนงาน tactical เช่น rate program, promotion, OTA audit, wholesale audit, parity research และ system optimization เพื่อให้ Revenue Manager มีเวลามากขึ้นกับ strategy, inventory และ pricing

เคสนี้สะท้อนว่าในระดับโรงแรมเชน Revenue Management ไม่ได้ถูกมองเป็นงานเสริมของฝ่ายขายหรือ reservation แต่เป็นระบบงานที่มีบทบาทชัดเจน ทั้งด้านราคา ช่องทางขาย inventory และการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

จุดที่โรงแรมขนาดเล็กเรียนรู้ได้จากเคสนี้ ไม่ใช่ว่าต้องมีทีมใหญ่แบบ Marriott แต่คือควรแยกให้ออกว่า งานไหนเป็นงาน manual ที่กินเวลา และงานไหนเป็นงานกลยุทธ์ที่ต้องใช้การตัดสินใจของคน

แหล่งอ้างอิง: Marriott Revenue Management Services

3. Pullman Jakarta Central Park: ใช้ RMS เพื่อลดงาน manual และช่วยเรื่องราคา

กรณีของ Pullman Jakarta Central Park จาก IDeaS ระบุว่าการใช้ระบบ Revenue Management ช่วยลดงาน manual ด้าน rate management ทำให้ทีมมีเวลามากขึ้นกับ long-term strategy และใน case study มีการเปิดเผยว่า ADR เพิ่มขึ้น 8% ใน 3 เดือน และเพิ่มเป็น 10% หลัง 7 เดือน

อย่างไรก็ตาม เคสลักษณะนี้ควรอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เพราะเป็น vendor case study ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นกับทุกโรงแรม

สิ่งที่นำมาใช้เป็นบทเรียนได้คือ ระบบ Revenue Management ที่ดีไม่ควรทำหน้าที่แค่ “แนะนำราคา” แต่ควรช่วยลดงานซ้ำ ๆ ทำให้ทีมเห็นข้อมูลเร็วขึ้น และเปิดเวลาให้ผู้บริหารคิดเรื่องกลยุทธ์มากขึ้น

แหล่งอ้างอิง: IDeaS - Pullman Jakarta Central Park Case Study

4. Amanta Hotels & Residencies: จาก spreadsheet/manual pricing สู่ data-driven pricing

Hotel Tech Report เผยแพร่กรณีของ Amanta Hotels & Residencies ซึ่งเปลี่ยนจากการใช้ spreadsheet และ manual pricing ไปสู่ระบบ Revenue Management โดยบทความระบุว่าโรงแรมเห็น RevPAR เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ภายใน 2 เดือน โดยไม่ได้เพิ่มจำนวนห้องหรือ market share

เช่นเดียวกับเคส vendor อื่น ๆ ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกใช้เป็นคำรับประกันผล แต่เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นว่า pain point ของโรงแรมจำนวนมากเริ่มจากเรื่องพื้นฐานมาก เช่น ข้อมูลกระจาย การปรับราคาด้วยมือ และการตัดสินใจจากข้อมูลย้อนหลังที่ไม่ทันตลาด

แหล่งอ้างอิง: Hotel Tech Report - Amanta Hotels & Residencies Case Study

แล้ว THRev เกี่ยวข้องตรงไหน

ในบริบทของโรงแรมไทย ปัญหาที่พบบ่อยไม่ใช่แค่ “ไม่มีระบบ” แต่คือข้อมูลและการทำงานกระจายอยู่หลายที่

  • ราคาอยู่ใน OTA
  • booking อยู่ใน PMS
  • รายงานอยู่ใน Excel
  • ทีมขายรู้บางอย่าง
  • เจ้าของรู้อีกอย่าง
  • reservation ต้องคอยเช็กราคาและ inventory เอง

เมื่อข้อมูลไม่เชื่อมกัน การตัดสินใจเรื่องราคาจึงมักช้ากว่าตลาด

THRev วางตัวเป็นระบบสำหรับโรงแรมที่รวมหลายส่วน เช่น PMS, Channel Manager, RMS, Booking Engine และ Analytics เพื่อช่วยให้การจัดการราคา inventory และข้อมูลโรงแรมเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยหน้า RMS ของ THRev ระบุว่าระบบใช้ AI และ Big Data เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เช่น ประวัติการจอง พฤติกรรมผู้เข้าพัก แนวโน้มตลาด และการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนการปรับราคาห้องพักให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลา

แหล่งอ้างอิง: THRev - ระบบ RMS Hotel Revenue Management

อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้ต้องการบอกว่าโรงแรมทุกแห่งต้องเริ่มจากระบบทันที หรือใช้ระบบแล้วจะได้ผลลัพธ์เหมือนกันทุกโรงแรม

คำตอบที่ตรงกว่าคือ THRev เหมาะกับโรงแรมที่เริ่มรู้แล้วว่า การตั้งราคาด้วยมือ การเช็กคู่แข่งเอง หรือการพึ่ง OTA เป็นหลัก กำลังทำให้เสียเวลาและอาจเสียโอกาสด้านรายได้

สำหรับโรงแรมที่ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน การเริ่มจากแบบประเมินสั้น ๆ หรือให้ทีมผู้เชี่ยวชาญช่วยดูภาพรวมก่อน อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการรีบลงทุนโดยยังไม่รู้ปัญหาจริง

เริ่ม Revenue Management อย่างไรให้ไม่เกินตัว

โรงแรมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบที่ซับซ้อนที่สุด สิ่งที่ควรเริ่มก่อนคือการจัดข้อมูลให้ตอบคำถามพื้นฐานได้

หนึ่ง โรงแรมขายดีวันไหน และขายช้าในวันไหน

ถ้าไม่รู้ booking pace ก็จะไม่รู้ว่าควรรีบขายหรือควรเก็บห้องไว้

สอง ช่องทางไหนทำรายได้ และช่องทางไหนทำกำไรจริง

OTA อาจทำยอดขายสูง แต่ต้องดู commission และ promotion ร่วมด้วย

สาม ลูกค้ากลุ่มไหนมีคุณภาพทางรายได้ดีที่สุด

บางกลุ่มจ่ายราคาดี ยกเลิกน้อย และจองตรง บางกลุ่มมีต้นทุนสูงกว่าที่เห็นในรายได้หน้าแรก

สี่ วันไหนควรป้องกันราคา ไม่ใช่รีบลดราคา

ในวันที่ demand สูง การลดราคาเร็วเกินไปอาจทำให้เสียโอกาสโดยไม่จำเป็น

ห้า ทีมเห็นข้อมูลชุดเดียวกันหรือไม่

ถ้าเจ้าของ GM Sales และ Reservation มองตัวเลขคนละชุด การตัดสินใจเรื่องราคาจะไม่ไปทางเดียวกัน

เมื่อโรงแรมเริ่มตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดขึ้น ค่อยพิจารณาว่าต้องใช้เครื่องมือระดับไหน เช่น Excel ที่เป็นระบบขึ้น dashboard, Channel Manager, RMS, Revenue Consultant หรือทีม Revenue Management เต็มเวลา

Revenue Management ไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่เป็นวินัยในการตัดสินใจ

สิ่งสำคัญที่สุดคือ Revenue Management ไม่ใช่เวทมนตร์ และไม่ควรถูกขายเป็นสูตรสำเร็จ

ผลลัพธ์ของแต่ละโรงแรมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ทำเล ขนาดโรงแรม จำนวนห้อง คุณภาพรีวิว โครงสร้างราคา ช่องทางขาย พฤติกรรมลูกค้า ทีมงาน คุณภาพข้อมูล และวินัยในการใช้ระบบ

โรงแรมที่มีข้อมูลดี แต่ไม่ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ ก็ยังพลาดได้

โรงแรมที่มีระบบดี แต่ตั้งกลยุทธ์ผิด ก็ยังเสียโอกาสได้

โรงแรมที่ไม่มีระบบใหญ่ แต่มีวินัยในการดูข้อมูลและปรับราคาอย่างมีเหตุผล ก็เริ่มพัฒนาได้

ดังนั้น คำถามที่ควรถามไม่ใช่แค่ว่า “ควรมี Revenue Management ไหม” แต่ควรถามว่า วันนี้โรงแรมของเราตัดสินใจเรื่องราคาจากข้อมูลจริงมากพอหรือยัง

สรุป: โรงแรมไม่จำเป็นต้องเริ่มใหญ่ แต่ควรเริ่มให้ถูก

Revenue Management คือการบริหารราคา ห้องว่าง ช่องทางขาย และกลุ่มลูกค้าอย่างมีระบบ เพื่อให้โรงแรมใช้จำนวนห้องที่มีจำกัดให้เกิดรายได้และกำไรที่เหมาะสมที่สุด

โรงแรมขนาดใหญ่ใช้ Revenue Management เป็นระบบงานเชิงกลยุทธ์ โรงแรมขนาดเล็กก็เริ่มได้จากการดูข้อมูลพื้นฐานให้ถูกต้อง ส่วนโรงแรมที่มีหลายช่องทางขาย หลาย room type หรือปรับราคาด้วยมือเป็นประจำ ควรพิจารณาเครื่องมือหรือผู้เชี่ยวชาญมาช่วย

สำหรับโรงแรมที่อยากเริ่มต้นแบบไม่เกินตัว THRev สามารถช่วยประเมินภาพรวมด้าน Revenue Management ระบบราคา ช่องทางขาย และข้อมูลโรงแรม เพื่อดูว่าควรเริ่มจากจุดไหนก่อน

เริ่มจากการประเมินเบื้องต้นได้ที่ Revenue Checkup:
Check Now

หรือติดต่อทีม THRev เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม:

Contact Now

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Revenue Management โรงแรม

Revenue Management คืออะไรในโรงแรม?

Revenue Management คือการใช้ข้อมูลเพื่อบริหารราคา ห้องว่าง ช่องทางขาย และกลุ่มลูกค้า เพื่อให้โรงแรมสร้างรายได้และกำไรได้เหมาะสมที่สุดจากจำนวนห้องที่มีจำกัด

Revenue Management ต่างจากการตั้งราคาห้องพักอย่างไร?

การตั้งราคาห้องพักเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Revenue Management แต่ Revenue Management ครอบคลุมมากกว่า เพราะรวมถึงการพยากรณ์ความต้องการ การจัดการ inventory การเลือกช่องทางขาย การวิเคราะห์ลูกค้า และการดูต้นทุนของแต่ละช่องทาง

โรงแรมขนาดเล็กจำเป็นต้องมี Revenue Management ไหม?

โรงแรมขนาดเล็กอาจไม่จำเป็นต้องมี Revenue Manager เต็มเวลา แต่ควรมีหลักคิด Revenue Management เช่น การดู booking pace ราคาคู่แข่ง channel cost, OTA commission และช่วงวันที่ demand สูงหรือต่ำ

RMS หรือ Revenue Management System จำเป็นไหม?

RMS จะจำเป็นมากขึ้นเมื่อโรงแรมมีหลาย room type หลายช่องทางขาย ราคาผันผวนบ่อย หรือทีมไม่มีเวลาวิเคราะห์ข้อมูลเอง แต่ก่อนใช้ระบบควรรู้ก่อนว่าปัญหาหลักคืออะไร และระบบจะช่วยแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร

THRev เหมาะกับโรงแรมแบบไหน?

THRev เหมาะกับโรงแรมที่ต้องการจัดการ PMS, Channel Manager, RMS, Booking Engine และ Analytics ให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยเฉพาะโรงแรมที่ต้องการลดงาน manual และเริ่มใช้ข้อมูลในการบริหารราคาและช่องทางขายอย่างเป็นระบบ

อ่านต่อ