#

"เจาะลึกกลยุทธ์บริหาร Revenue โรงแรมช่วง Low Season ควรลดราคาไหม? พร้อมเทคนิคเพิ่มยอดขาย และ รักษา ADR โดยไม่ตัดราคาทำลายแบรนด์! "

แนะวิธีบริหาร Revenue โดยไม่ทำลาย ADR ในช่วง Low Season ของการท่องเที่ยว

 เมื่อเข้าสู่ช่วง Low Season หรือ ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว โรงแรมจำนวนมากต้องเผชิญกับโจทย์สำคัญ คือจำนวนผู้เข้าพักลดลง ขณะที่ต้นทุนในการดำเนินงานยังคงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าพนักงาน ค่าสาธารณูปโภค ค่าดูแลอาคาร ระบบโรงแรม การตลาด และ ต้นทุนคงที่อื่น ๆ สิ่งที่ผู้ประกอบการมักนึกถึงเป็นอันดับแรกคือ “ลดราคาไหม?” เพราะเมื่อ Demand ลดลง การลดราคาห้องพักดูเหมือนเป็นวิธีที่ง่ายในการกระตุ้นยอดจอง แต่ปัญหาคือหากโรงแรมลดราคามากเกินไป อาจเกิดผลกระทบต่อ ADR หรือ Average Daily Rate ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของรายได้ห้องพัก ดังนั้นช่วง Low Season จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาที่โรงแรมต้อง “ลดราคาให้ถูกที่สุด” แต่ควรมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้อง บริหาร Revenue อย่างแม่นยำมากขึ้น ซึ่งบทความนี้จะพาไปดูว่าช่วง Low Season โรงแรมควรลดราคา หรือ ไม่? เมื่อไรควรลด เมื่อไรไม่ควรลด และ มีวิธีใดบ้างที่จะเพิ่มยอดจองโดยไม่ทำลาย ADR ของโรงแรมในระยะยาวเพื่อการจัดการ hotel revenue management

ทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของสามประสาน: Occupancy, ADR และ RevPAR

ก่อนจะตัดสินใจลดราคา เราต้องเข้าใจสมการพื้นฐานของ Revenue Management เสียก่อน:

RevPAR = Occupancy Rate x ADR

  • Occupancy Rate (Occ%): อัตราการเข้าพัก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์
  • ADR (Average Daily Rate): ราคาห้องพักเฉลี่ยต่อห้องที่มีการขายได้
  • RevPAR (Revenue Per Available Room): รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักทั้งหมดที่มี

เป้าหมายสูงสุดของการบริหารรายได้คือการทำให้ RevPAR สูงที่สุด ไม่ใช่การทำให้ Occupancy สูงที่สุดเพียงอย่างเดียว

ทำไมการตัดราคาถึงล้มเหลว?

สมมติว่าโรงแรมของคุณมี 100 ห้อง

  • ราคาปกติ: 2,000 บาท/คืน | Occupancy ช่วง Low Season คือ 30% (ขายได้ 30 ห้อง)

รายได้ = 30 x 2,000 = 60,000 บาท

ADR = 2,000 บาท | RevPAR = 600 บาท

หากคุณตัดสินใจ ลดราคาลง 30% เหลือ 1,400 บาท เพื่อดึงดูดลูกค้า

เพื่อที่จะให้ได้รายได้เท่าเดิม (60,000 บาท) คุณต้องขายห้องพักให้ได้: 60,000/1,400 = 43 ห้อง

นั่นหมายความว่าคุณต้องปั๊ม Occupancy เพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 43% (เพิ่มขึ้นถึง 43.3%) เพียงเพื่อจะทำรายได้ให้ เท่ากับตอนที่ไม่ลดราคา! และ ถ้าคุณอยากได้รายได้เพิ่มขึ้น คุณอาจต้องดัน Occupancy ให้ถึง 50-60% ซึ่งในสภาพตลาด Low Season ที่ความต้องการเดินทาง ในภาพรวมหดตัวลงอย่างมาก การเพิ่ม Occupancy ขนาดนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

5 เหตุผลทางธุรกิจ: ทำไมไม่ควรตัดราคาดัมพ์ตลาดในช่วง Low Season 

1. Demand ช่วง Low Season มีความยืดหยุ่นต่ำ 

ในฤดูกาลท่องเที่ยว คนไม่ได้เดินทางน้อยลงเพราะราคาโรงแรมแพง แต่เขาไม่เดินทางเพราะ ปัจจัยภายนอก เช่น อากาศไม่ดี (ฝนตก/มรสุม), เด็กเปิดเทอม, หรือ ไม่มีวันหยุดยาว การลดราคาไม่ได้สร้าง Demand ใหม่ขึ้นมา แต่เป็นการ "แย่ง Demand ก้อนเดิมที่มีอยู่น้อยนิด" จากคู่แข่งเท่านั้น

2. ต้นทุนผันแปรเพิ่มขึ้น

ยิ่งขายห้องได้มาก ต้นทุนผันแปรกยิ่งสูงตาม ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าซักผ้าซีท/ปลอกหมอน, ค่าสิ่งอำนวยความสะดวก , และ ค่าเสื่อมสภาพของห้องพัก การขายห้องราคาถูกมากๆ อาจทำให้คุณขาดทุนในระดับ Gross Profit โดยไม่รู้ตัว

3. ลูกค้าจดจำ "ราคาใหม่" เป็นราคามาตรฐาน 

เมื่อคุณลดราคาลงมาเรื่อยๆ ลูกค้าจะเริ่มมองว่า "โรงแรมนี้ราคานี้แหละคือราคาจริง" เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องการปรับราคาขึ้นในช่วง High Season ลูกค้าเดิมจะไม่ยอมจ่าย และ รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ

4. เสียฐานลูกค้าคุณภาพ และ ทำลายภาพลักษณ์แบรนด์

การดัมพ์ราคาจะดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ตัดสินใจด้วยราคาเป็นหลัก ซึ่งมักมีความยึดติดกับแบรนด์ต่ำ และอาจสร้างปัญหารบกวนลูกค้ากลุ่มเดิมที่จ่ายราคาเต็ม นอกจากนี้ การที่โรงแรมระดับ 4-5 ดาวลดราคาลงมาสู้กับโรงแรม 2-3 ดาว ยังทำให้ Positioning ของแบรนด์คลุมเครือ

5. การฟื้นตัวของ ADR ในอนาคตทำได้ยากมาก

การลดราคาใช้เวลาเพียง 1 วินาที แต่การดัน ADR กลับขึ้นไปจุดเดิมอาจใช้เวลา 2-3 ปี เพราะสัญญา

เอเจนซี่  และ ความคาดหวังของตลาดได้ถูกลดระดับลงไปแล้ว

เมื่อไหร่ที่ "การปรับลดราคา" สามารถทำได้อย่างถูกต้อง?

การไม่ลดราคา ไม่ได้แปลว่าให้แข็งขืนตั้งราคาแพงคงที่ตลอดทั้งปี การปรับราคาเป็นเรื่องปกติของ Dynamic Pricing แต่ต้องลดอย่างมี "เงื่อนไข และ ยุทธศาสตร์" (Fenced Rates) ซึ่ง Fenced Rates คือ การตั้งกำแพงเงื่อนไขเพื่อแลกกับราคาที่ถูกลง เช่น

  • Non-refundable: ลดราคาให้ 15% แต่ห้ามยกเลิก และ ต้องจ่ายเงินทันที
  • Minimum Stay: ลดราคาให้เมื่อเข้าพักตั้งแต่ 3 คืนขึ้นไป
  • Advance Purchase: จองล่วงหน้าอย่างน้อย 30-60 วัน
  • Opaque & Private Channels: ขายราคาพิเศษผ่านช่องทางที่คนทั่วไปมองไม่เห็นราคาตรงๆ เช่น การจัด Package ร่วมกับสายการบิน หรือ ขายในกลุ่มปิด

ยุทธวิธีบริหาร Revenue โดยไม่ทำลาย ADR 

แทนที่จะใช้วิธีลดราคา ให้เปลี่ยนมาใช้ Value-Adding (เพิ่มมูลค่า) เพื่อรักษา ADR และ ดึงดูดลูกค้าด้วยความคุ้มค่าแทน เช่น

กลยุทธ์ที่ 1: Bundling & Packaging 

ขายห้องพักในราคาปกติ (หรือ สูงกว่าปกติเล็กน้อย) แต่พ่วงบริการเสริมที่มี High Perceived Value, Low Operational Cost (มูลค่าสูงในสายตาลูกค้า แต่ต้นทุนโรงแรมต่ำ) เช่น 

  • Free Food & Beverage Credit: จองห้องพักราคาปกติ 2,500 บาท แถม F&B Credit 500 บาทสำหรับใช้ในห้องอาหารโรงแรม (ต้นทุนอาหารจริงอาจจะแค่ 150-200 บาท แต่ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า)
  • Spa & Wellness Package: แถมบริการนวดเท้า 30 นาที หรือ ส่วนลดสปา 30%
  • Airport Transfer Package: สำหรับโรงแรมในเมืองท่องเที่ยว การพ่วงรถรับ-ส่งสนามบินฟรีช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้นมาก

กลยุทธ์ที่ 2: Length of Stay (LOS) Incentives

เน้นการขยายวันพักของลูกค้าที่มีอยู่แล้ว ให้พักยาวนานขึ้น เพื่อเพิ่ม RevPAR โดยไม่ต้องลด ADR ต่อคืน เช่น 

  • Stay More, Save More: พัก 2 คืน คืนที่ 3 ลด 50% หรือ "Stay 3 Pay 2" (วิธีนี้ทางบัญชี และ การรายงาน ADR ยังคงเฉลี่ยดูดีกว่าการประกาศลดราคาห้องพักตั้งแต่คืนแรก)
  • Late Check-out / Early Check-in Guarantee: มอบสิทธิพิเศษเข้าพักได้ตั้งแต่ 10:00 น. หรือ Check-out ได้ถึง 16:00 น. สำหรับการจองช่วง Low Season ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงแรมทำได้ง่ายเพราะห้องว่างเยอะ แต่สร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้สูงมาก

จะเห็นว่าการบริหารโรงแรมช่วง Low Season เปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งเปรี้ยว การตัดสินใจลดราคาลงกระชากเพื่อหวังยอดขายระยะสั้น คือการกินยาพิษเพื่อดับความหิวโหย สุดท้าย การบริหาร Revenue ที่ดีไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้โรงแรม “เต็ม” แต่ต้องทำให้ ห้องพักถูกขายในราคา และ ช่องทางที่เหมาะสมกับ Demand พร้อมคำนึงถึงต้นทุน และ กำไร ดังนั้นหากสนใจการบริหาร hotel revenue management อย่างมืออาชีพเราขอแนะนำ THRev.co ที่ปรึกษาด้านการจัดการระบบโรงแรม คุณจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจโรงแรมที่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ ด้วยทีมงานมืออาชีพ พร้อมด้วยระบบบริหารรายได้โรงแรมอัจฉริยะ เพราะความสำเร็จของคุณ คือ ความสำเร็จของเรา มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ THRev.co จะนำเสนอให้กับธุรกิจโรงแรมของคุณกันเถอะ

ติดต่อสอบถาม 

THRev.co

ที่อยู่ : 2 ซอย เอกมัย 6 ถนน สุขุมวิท 63 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 ประเทศไทย
โทร : 085 010 9291 (คุณ ต้าร์)
https://threv.co/th/

อ่านต่อ

ระบบ RMS เหมาะกับโรงแรมประเภทไหน ตั้งแต่ Boutique Hotel ถึง Chain Hotel
บทความก่อนหน้า

ระบบ RMS เหมาะกับโรงแรมประเภทไหน ตั้งแต่ Boutique Hotel ถึง Chain Hotel

ระบบ RMS เหมาะกับโรงแรมประเภทไหน? เจาะลึกตั้งแต่ Boutique Hotel, Resort, Business Hotel ถึง Chain Hotel เพื่อให้เข้าใจความเหมาะสมของแต่ละประเภท

ADR คืออะไร? วิธีคำนวณราคาห้องพักเฉลี่ย และ นำไปใช้วางกลยุทธ์ราคา
บทความถัดไป

ADR คืออะไร? วิธีคำนวณราคาห้องพักเฉลี่ย และ นำไปใช้วางกลยุทธ์ราคา

สรุป ADR คืออะไร พร้อมสูตรคำนวณราคาห้องพักเฉลี่ย และ เทคนิคการนำไปใช้วางกลยุทธ์ Dynamic Pricing เพิ่มรายได้ให้โรงแรมอย่างมีประสิทธิภาพ!

ดูบทความเพิ่มเติม