#

"โรงแรมยุคใหม่ควรใช้ RMS ควบคู่กับ PMS เพื่อเพิ่มรายได้ ปรับราคาห้องพักแบบเรียลไทม์ ลดต้นทุน และ ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ "

แนะนำ 6 ประโยชน์ที่จะได้รับหากระบบ RMS ควบคู่กับ PMS

ในโลกธุรกิจโรงแรมปัจจุบัน การพึ่งพาเพียงทำเลที่ดี บริการที่น่าประทับใจ หรือ ห้องพักที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ไม่เพียงพอที่จะรับประกันความอยู่รอด และ การเติบโตอย่างยั่งยืนอีกต่อไป พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเปรียบเทียบราคาที่ทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสผ่านกลุ่มผู้ให้บริการจองห้องพักออนไลน์ และ ความผันผวนของความต้องการในตลาดที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้โครงสร้างการบริหารจัดการโรงแรมจำเป็นต้องก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ อย่างไรก็ตาม หลายๆคนอาจยังเข้าใจว่าการมี PMS เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับการบริหารโรงแรม ทั้งที่ในความเป็นจริง PMS และ RMS มีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และ เมื่อทำงานร่วมกันจะช่วยให้โรงแรมสามารถเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และ ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า RMS และ PMS คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร เหตุใดโรงแรมยุคใหม่จึงควรใช้ทั้งสองระบบควบคู่กัน รวมถึงประโยชน์ ตัวอย่างการใช้งานจริง และ แนวทางเลือกระบบให้เหมาะกับธุรกิจโรงแรมในยุคดิจิทัล 

ระบบ PMS คือ อะไร 

PMS หรือ Property Management System คือระบบบริหารจัดการโรงแรมที่จะช่วยดูแลกระบวนการทำงานหลักภายในโรงแรม เช่น การจองห้องพัก การเช็กอิน เช็กเอาต์ การจัดการห้องพัก การออกใบเสร็จ การบริหารข้อมูลลูกค้า รวมถึงการเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

โดยในอดีต โรงแรมจำนวนมากใช้การจดบันทึกด้วยเอกสาร หรือ โปรแกรมพื้นฐาน เช่น Excel ซึ่งมีข้อจำกัดหลายๆด้าน ทั้งความผิดพลาดจากมนุษย์ ความล่าช้า และ การจัดเก็บข้อมูลที่ไม่เป็นระบบ แต่เมื่อธุรกิจโรงแรมต้องแข่งขันมากขึ้น PMS จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำให้ทุกกระบวนการเป็นระบบอัตโนมัติ และ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ระบบ RMS คือ อะไร 

RMS หรือ Revenue Management System คือระบบบริหารรายได้ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้โรงแรมสามารถกำหนดราคาห้องพักได้อย่างเหมาะสมที่สุด โดยอาศัยข้อมูล การวิเคราะห์ และ AI ในการคาดการณ์ความต้องการของตลาด เป้าหมายหลักของ RMS คือ “ขายห้องพักให้ถูกคน ในเวลาที่เหมาะสม และ ในราคาที่ดีที่สุด” เพื่อเพิ่มรายได้สูงสุดให้กับโรงแรม โดยในอดีต การตั้งราคาห้องพักมักอาศัยประสบการณ์ของผู้จัดการโรงแรม แต่ปัจจุบันตลาดมีความผันผวนสูง ทั้งฤดูกาล พฤติกรรมลูกค้า โปรโมชั่นของคู่แข่ง และ สถานการณ์เศรษฐกิจ ทำให้การตั้งราคาแบบเดิมอาจไม่ทันต่อการแข่งขัน ดังนั้น RMS จึงเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลแบบเรียลไทม์ เพื่อเสนอราคาที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละช่วงเวลา

ทำไมโรงแรมยุคใหม่ต้องใช้ RMS ควบคู่กับ PMS

1.เพราะการแข่งขันในธุรกิจโรงแรมรุนแรงขึ้น

ตลาดธุรกิจโรงแรมในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ บูทีคโฮเทล รีสอร์ต หรือ แม้แต่ที่พักประเภท Airbnb ต่างแข่งขันกันทั้งด้านราคา โปรโมชั่น และ ประสบการณ์ลูกค้า หากโรงแรมยังตั้งราคาห้องพักแบบเดิมๆ โดยอาศัยประสบการณ์เพียงอย่างเดียว อาจทำให้เสียโอกาสทางรายได้ ซึ่ง RMS จะช่วยให้โรงแรมสามารถปรับราคาแบบ Dynamic Pricing ตามสถานการณ์จริง ทำให้แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ PMS จะช่วยให้การจัดการห้องพัก และ การดำเนินงานภายในเป็นระบบ เมื่อสองระบบทำงานร่วมกัน โรงแรมจะสามารถทั้ง “ขายได้ดี” และ “บริการได้ดี” ไปพร้อมกัน

2.เพิ่มรายได้จากห้องพักอย่างมีประสิทธิภาพ

รายได้หลักของโรงแรมส่วนใหญ่มาจากการขายห้องพัก ดังนั้นการตั้งราคาที่เหมาะสมจึงมีผลโดยตรงต่อกำไร ซึ่งRMS สามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่าง โดยระบบจะคำนวณราคาที่เหมาะสมที่สุดแบบอัตโนมัติตัวอย่างเช่น หากมีงานคอนเสิร์ตใหญ่ในพื้นที่ ระบบ RMS อาจปรับราคาห้องพักขึ้นทันที เพราะคาดว่าความต้องการจะสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากเป็นช่วงโลว์ซีซัน ระบบอาจแนะนำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดจอง เมื่อเชื่อมต่อกับระบบ PMS ข้อมูลจำนวนห้องว่าง และ สถานะการจองจะถูกส่งแบบเรียลไทม์ ทำให้การคำนวณราคามีความแม่นยำมากขึ้น

3.ช่วยลดปัญหา Overbooking และ Lost Revenue

หนึ่งในปัญหาที่โรงแรมพบได้บ่อย คือการจองซ้ำซ้อน หรือ ขายห้องพักเกินจำนวนจริง ซึ่งส่งผลเสียทั้งต่อรายได้ และ ภาพลักษณ์ของโรงแรม ระบบ PMS จึงช่วยจัดการสถานะห้องพัก และ จำนวนห้องคงเหลือ ขณะที่ RMS ใช้ข้อมูลดังกล่าวในการวิเคราะห์ราคา และ ความต้องการที่เหมาะสม ผลลัพธ์คือโรงแรมจะสามารถบริหาร Inventory ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

4.รองรับพฤติกรรมลูกค้ายุคดิจิทัล

ลูกค้าในยุคปัจจุบันมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวสามารถเปรียบเทียบราคาโรงแรมได้ภายในไม่กี่วินาทีผ่าน OTA หรือ Search Engine ซึ่งหากโรงแรมไม่สามารถปรับราคาให้สอดคล้องกับตลาดได้ทันเวลา อาจสูญเสียลูกค้าให้กับคู่แข่งทันที ทำให้ระบบ RMS จึงมีบทบาทสำคัญในการติดตามแนวโน้มตลาด และ ปรับกลยุทธ์ด้านราคาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน PMS จะช่วยเก็บข้อมูลลูกค้า โดยข้อมูลเหล่านี้จะสามารถนำมาใช้ร่วมกับ RMS เพื่อสร้าง Personalized Pricing หรือข้อเสนอเฉพาะบุคคล ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการกลับมาพักซ้ำได้

5.ลดภาระงานของพนักงาน

ในอดีต ทีม Revenue หรือ พนักงานฝ่ายขายอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันในการตรวจสอบราคาคู่แข่ง และ ปรับราคาห้องพักด้วยตนเอง แต่เมื่อใช้ RMS ระบบจะสามารถวิเคราะห์ และ ปรับราคาเองอัตโนมัติได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในขณะเดียวกัน PMS ก็ช่วยลดงานเอกสาร และ ขั้นตอนการทำงานภายใน ทำให้พนักงานมีเวลาไปโฟกัสกับการบริการลูกค้ามากขึ้น

6.เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

ลูกค้ายุคใหม่นั้นต่างคาดหวังประสบการณ์ที่รวดเร็ว สะดวก และ เป็นส่วนตัว ระบบ PMS จึงช่วยให้การเช็กอินรวดเร็วขึ้น ข้อมูลลูกค้าจะถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ และ สามารถให้บริการแบบ Personalized ได้ ส่วน RMS ช่วยให้โรงแรมสามารถนำเสนอราคาที่เหมาะสม และ แข่งขันได้ ลูกค้าจึงรู้สึกว่าราคา “คุ้มค่า” มากขึ้น โดยเมื่อทั้งสองระบบทำงานร่วมกัน ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่าเดิม 

จะเห็นได้ว่าการบริหารโรงแรมในยุคใหม่ ไม่ใช่การเดิมพันกับโชคชะตา หรือ การคาดเดาความรู้สึกส่วนตัวอีกต่อไป ระบบ PMS คือรากฐานที่จะช่วยให้บ้านของคุณมั่นคง มีระเบียบ และ บริการแขกได้อย่างประทับใจ ส่วนระบบ RMS คือดวงตา และ หางเสือเรือที่มองออกไปนอกชายฝั่ง คอยวิเคราะห์กระแสลม และ คลื่นเพื่อนำพาเรือไปสู่จุดที่มีปลาชุกชุม และ ทำกำไรได้มากที่สุด ไม่ว่าโรงแรมจะมีขนาดเล็กหรือ ใหญ่ การลงทุนในระบบที่เหมาะสม คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้นหากสนใจระบบ PMS และ RMS ที่มีประสิทธิภาพเราขอแนะนำ THRev.coที่ปรึกษาด้านการจัดการระบบโรงแรม คุณจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจโรงแรมที่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ ด้วยทีมงานมืออาชีพ พร้อมด้วยระบบบริหารรายได้โรงแรมอัจฉริยะ เพราะความสำเร็จของคุณ คือ ความสำเร็จของเรา มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ THRev.co จะนำเสนอให้กับธุรกิจโรงแรมของคุณกันเถอะ

ติดต่อสอบถาม 

THRev.co

ที่อยู่ : 2 ซอย เอกมัย 6 ถนน สุขุมวิท 63 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 ประเทศไทย
โทร : 085 010 9291 (คุณ ต้าร์)
https://threv.co/th/

อ่านต่อ

เมื่อ OTA หายไป โรงแรมไม่ได้เสียแค่บัญชี แต่เสียโอกาสทางการขาย
บทความก่อนหน้า

เมื่อ OTA หายไป โรงแรมไม่ได้เสียแค่บัญชี แต่เสียโอกาสทางการขาย

OTA ไม่ใช่เพียงช่องทางสำหรับขายห้องพัก แต่เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ช่วยสร้างยอดจองและเพิ่มการมองเห็นให้กับโรงแรม เมื่อ OTA ถูกระงับหรือไม่สามารถใช้งานได้ โรงแรมอาจสูญเสียโอกาสทางการขายจำนวนมาก THRev ช่วยวิเคราะห์ปัญหา ฟื้นฟู OTA และจัดการกระบวนการสร้างช่องทางขายใหม่อย่างเป็นระบบ

โปรแกรมบริหารโรงแรมแบบครบวงจร ดีกว่าการใช้หลายระบบแยกกันอย่างไร
บทความถัดไป

โปรแกรมบริหารโรงแรมแบบครบวงจร ดีกว่าการใช้หลายระบบแยกกันอย่างไร

โปรแกรมบริหารโรงแรมแบบครบวงจรจะช่วยเชื่อมข้อมูลทุกระบบ ลดงานซ้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการบริการ วิเคราะห์ข้อมูลง่าย และ ลดต้นทุนระยะยาวของโรงแรม

ดูบทความเพิ่มเติม